การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อให้รองรับการเติบโตระยะยาว

2

การท่องเที่ยวไทยถือได้ว่าเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความคุ้มค่าในการเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลกและการมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากมายหลายแห่งเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทว่าในปัจจุบันกลับต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักหนาสาหัส ในด้านความสามารถในการแข่งขัน อันเนื่องมาจากความไม่มั่นคงในสถานการณ์ต่างๆ นั่นเอง

การท่องเที่ยวที่ถูกและคุ้มค่ากว่าเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านกว่า 20% ประกอบกับความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยวในไทยที่นักท่องเที่ยวเต็มใจจ่ายสำหรับค่าที่พักมากกว่าเกือบเท่าตัวเทียบกับการเที่ยวที่อื่น (Thailand premium) ทำให้การท่องเที่ยวไทยแข็งแกร่งและฟื้นตัวกลับมาได้เสมอ เราคาดว่าการท่องเที่ยวไทยในปี 2010 จะสามารถฟื้นตัวและเติบโตได้ประมาณ 8-10% และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากเป็นประวัติการณ์ถึงราว 15 ล้านคน แต่หากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น จะทำให้การท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวน้อยกว่าที่คาด ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและความยืดเยื้อของเหตุการณ์

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคืออนาคตของการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว จากการวิเคราะห์เราพบว่าหากการท่องเที่ยวไทยซึ่งรวมถึงธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องยังทำทุกอย่างแบบเดิมๆ ต่อไปเรื่อยๆ หรือที่เราเรียกว่า business as usual นั้น คงไม่สามารถทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตกว่าในอดีตได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเชิงของจำนวนนักท่องเที่ยว รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือระยะเวลาที่พักอยู่ในเมืองไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่น่าจะรองรับการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเฉลี่ยร้อยละ 5% เช่นในอดีตที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในปี 2020

นอกจากการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อให้รองรับการเติบโตระยะยาวแล้ว ประเทศไทยควรมุ่งเน้นอาศัยประโยชน์จากกระแสและแนวโน้มด้านการท่องเที่ยวต่างๆ แทนที่จะทำแบบไร้ทิศทาง ด้วยข้อได้เปรียบทางด้านแหล่งที่ตั้งที่ดี และสะดวกในการเชื่อมต่อกับภูมิภาค ทำให้ประเทศไทยอยู่ในฐานะที่จะตักตวงประโยชน์จากแนวโน้มด้านการท่องเที่ยวต่างๆ ในอนาคตได้หลายอย่าง เช่น แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการท่องเที่ยวระหว่างประเทศในเอเชียแปซิฟิกกันเองมากขึ้น รวมไปถึงแนวโน้มความต้องการการท่องเที่ยวด้านกีฬากอล์ฟ สุขภาพ และการท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่เกษียณแล้ว

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบพอเพียง

ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกทำให้ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดโลกก็ต่างก็ได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กัน ส่งผลให้ประชากรของแต่ละประเทศทั่วโลกในหลากหลายอาชีพต้องตกงานกันทั่วถ้วนหน้า ในปัจจุบันต่างก็ยอมรับกันโดยดุษฎีว่า “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาซึ่งรายได้ของแต่ละประเทศ อีกทั้งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะบรรดาประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย

แต่เมื่อเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจซบเซาที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกต้องรัดเข็มขัดในเรื่องของการใช้จ่ายมากขึ้น อีกทั้งถูกซ้ำเติมด้วยข่าวคราวของการแพร่ระบาดของโรคต่าง ๆ จึงส่งผลกระทบโดยตรงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปทั่วโลก ทำให้มีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้นเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยทางนิตยสารไทม์รายงานว่า ระหว่างปี 2548-2550 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโลกอยู่ในช่วงของการเฟื่องฟูมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยถึง 3.6 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ไม่เพียงเฉพาะแต่ผลกระทบจากการท่องเที่ยวเท่านั้นแต่ยังส่งผลกระทบไปถึงบรรดาสายการบินต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญกับการขาดรายได้อย่างหนักเนื่องจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากยกเลิกการเดินทาง และทางสายการบินเองก็ต้องลดเที่ยวบินเพื่อประหยัดต้นทุน เป็นผลให้หลายสายการบินต้องประสบกับสภาวะการขาดทุนกันทั่วถ้วนหน้า จากการศึกษาสถิติต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เราได้ทราบว่าในแต่ละประเทศต่างก็พยายามที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจกลับเข้าร่องเข้ารอยโดยพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อาทิเช่น อิตาลีก็ได้โหมโฆษณาแหล่งท่องเที่ยวของตนเอง คือ โครงการ “Italia Much More” โดยจัดทำโฆษณาที่แสดงถึงภาพลักษณ์ที่สวยงามและวัฒนธรรมที่น่าสนใจของอิตาลีออกเผยแพร่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเที่ยวให้มากขึ้น

ดังนั้นจากการที่ในแต่ละประเทศต่างก็ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศในยุคเศรษฐกิจโดยรวมขาขึ้นก่ายหน้าผากเช่นนี้ ผมเองก็อยากให้รัฐบาลไทยหันกลับมาฟื้นฟู “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบพอเพียง” ของประเทศของเราเอง ซึ่งประเทศของเรานั้นก็เป็นประเทศที่มีพื้นฐานที่ดีเยี่ยมในด้านการท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติที่สวยงาม ประเพณี วัฒนธรรมรวมทั้งการให้บริการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาสัมผัสกับความน่าประทับใจเหล่านี้ ซึ่งในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนอาจจะต้องปรับปรุงในบางส่วน เช่น การทำตลาดผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต,พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานให้มีคุณภาพมากขึ้น,พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวให้ดีขึ้น ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ถ้าสามารถทำได้เช่นนี้แล้วผมเชื่อว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยก็จะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวที่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องร่วมมือกันช่วยให้ประเทศผ่านวิกฤติเศรษฐกิจนี้ไปให้ได้ โดยร่วมมือร่วมใจกันฟื้นฟู “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบพอเพียง” ของเรา โดยเริ่มจากการที่คนไทยเที่ยวทั่วไทยกันเองก่อน ในสถานการณ์เช่นนี้ อย่าไปหวังพึ่งกับตลาดของต่างชาติมากนักเลยครับ เพราะพวกเขาเองก็จะเอาตัวกันไม่รอดกันทั้งนั้น

“อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบพอเพียง” คือ การที่ไทยเที่ยวไทย ที่จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม เพราะการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมการกระจายรายได้ที่มีประสิทธิภาพถึงมือผู้คนในชุมชนนั้น

การจัดการในกระบวนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

 

สถานการณ์การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยรวมในอนาคต เป็นการคาดหวังเป้าหมายสูงสุดหรือผลการพัฒนาที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนทั้งระบบ เพื่อให้สามารถตอบสนองกระแสความต้องการด้านอนุรักษ์ กระแสความต้องการของตลาด และกระแสของการพัฒนาคน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยว ตลอดจนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นกระบวนการที่มีจุดมุ่งหมาย ขั้นตอน และวิธีการจัดการอย่างเป็นระบบ สามารถกำหนดผลสำเร็จของการจัดการและโครงข่ายความเชื่อมโยงที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการปรับสภาพความสมดุลย์ของกระแสความต้องการของแต่ละด้าานในทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการรักษาระบบนิเวศ

การจัดการในกระบวนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สามารถควบคุมขนาดของการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เหมาะสม โดยเฉพาะองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญ ทางด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว ตลาดการท่องเที่ยว และองค์กรการบริหารการจัดการ ซึ่งจะมีประสิทธิผลให้ทรัพยากรธรรมชาติสามารถอำนวยประโยชน์ ดำรงสถานภาพ บทบาทหน้าที่ และฟื้นตัวได้ตามสภาพธรรมชาติ นักท่องเที่ยว ผู้เกี่ยวข้อง และประชาชนทั่วไป มีจิตสำนึกและมีความตระหนักในการอนุรักษ์ ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วม และมีขีดความสามารถในการจัดการ เกิดความภูมิใจ และยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน

กล่าวโดยสรุป เป้าหมายของแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศนั้น คือการสร้างการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน คนในท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองได้ อีกทั้งเพื่อให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ดังนั้นแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศจึงประกอบไปด้วย

1. การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จะต้องมีการควบคุมดูแลรักษา และจัดการทรัพยากรให้คงสภาพเดิมแท้ไว้ให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงหรืองดเว้นการท่องเที่ยวในพื้นที่อ่อนไหว ง่ายต่อการถูกกระทบ และฟื้นตัวยาก
2. การจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ต้องคำนึงถึงศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่ มีการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม และการปรับให้เกิดความสมดุลกับรูปแบบและกิจกรรมเดิมที่มีอยู่ พึงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับการท่องเที่ยวรูปแบบอื่นๆ หากเน้นในการแปรประโยชน์จากการจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสู่การจัดการการท่องเที่ยวโดยรวม
3. การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ต้องคำนึงถึงการพัฒนาด้านการให้การศึกษา สร้างจิตสำนึกที่ดีในการรักษาระบบนิเวศร่วมกัน มากกว่าการมุ่งเน้นความเจริญทางเศรษฐกิจ และการมีรายได้เพียงอย่างเดียว
4. การจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศต้องให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากร การบริการ การแลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรมชุมชนในกระบวนการท่องเที่ยว รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนา หรือให้ประชาชนมีตัวแทนเป็นคณะกรรมการร่วมในทุกระดับ
5. ให้ความสำคัญของการจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นความจำเป็นอันดับต้นในการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ทั้งนี้ให้องค์กรต่างๆ กำหนดบทบาทที่ชัดเจนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยมีการจัดสรรงบประมาณ บุคลากร และกำหนดวิธีที่เหมาะสม
6. นำแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เข้าสู่แผนพัฒนาระดับต่างๆ อย่างมีความสำคัญ ได้แก่ แผนพัฒนาท้องถิ่น แผนพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนาภาค พร้อมทั้งให้มีการจัดสรรและกระจายงบประมาณอย่างทั่วถึงและพอเพียง
7. สนับสนุนการศึกษา วิจัย และประเมินผลการพัฒนาอย่างรอบด้าน เพื่อกำหนดแนวทางการจัดการ การแก้ไขปัญหาและปรับปรุงแผนอย่างเป็นขั้นตอน
8. มีการใช้กฎหมายในการควบคุม ดูแล รักษาสภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด โดยการแนะนำ ตักเตือน และสร้างวินัยการท่องเที่ยวควบคู่ไปด้วย
9. จัดทำแนวทางปฏิบัติ หรือคู่มือการจัดการ แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างถูกต้อง
10. จัดให้มีเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน โดยให้มีการประสานงานด้านข้อมูลข่าวสารและการจัดการร่วมกันทุกระดับ

การท่องเที่ยวไทยในอาเซียนและทิศทางหลังเปิด AEC

การเปิดเสรีบริการด้านการท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่องภายใต้กรอบอาเซียนแต่ขณะเดียวกันก็ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าแนวโน้มการแข่งขันในอนาคตจะยิ่งทวีความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน การเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมืองไทยด้วยการถือครองสัดส่วนการถือหุ้นที่เพิ่มมากขึ้น จากคู่แข่งทั้งรายเดิมและรายใหม่ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดการให้บริการด้านการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามแนวโน้มมูลค่าเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนโดย หากจะพิจารณารายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่ผ่านมา

จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศ ASEAN ที่ให้ความนิยมมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากที่สุด คือ มาเลเซีย ลาว และ สิงค์โปร ตามลำดับ และเห็นได้ชัดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวของทุกประเทศที่เข้ามาท่องเที่ยวในปี 2554 มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ทุกประเทศ

สำหรับสถานการณ์ตลาดภายในประเทศนั้น ภาคบริการด้านการท่องเที่ยวของไทยนับว่ามีศักยภาพค่อนข้างสูง ทั้งในส่วนของความพร้อมในการให้บริการแก่ชาวต่างชาติ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งการเปิดเสรีภาคการท่องเที่ยวน่าจะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มมากขึ้น เพื่อเข้ามาใช้บริการโดยเฉพาะด้านโรงแรมที่พักซึ่งเป็นเครือข่ายของบรรดานักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย อันจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามมา

ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวโดยใช้ประโยชน์จากการเป็นอาเซียนเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด รวมทั้งการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจโดยอาศัยจุดแข็งของภาคการท่องเที่ยวของไทยโดยเฉพาะการเป็นที่ยอมรับในด้านการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม ความมีอัธยาศัยไมตรีที่ดีของคนไทย การมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และรสชาติอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ธุรกิจจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น

ระบบการชำระเงิน ที่ควรเพิ่มความสะดวกเรื่องการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต บัตรเงินสดมากขึ้นขณะเดียวกันควรใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ให้ข้อมูลสนับสนุนการท่องเที่ยวมากขึ้น มีการพัฒนาด้านแอพพลิเคชั่น รวมทั้งเว็บไซต์ เพื่อให้ข้อมูลนักท่องเที่ยว อำนวยความสะดวกการจอง รวมทั้งใช้ช่องทางนี้ให้นักท่องเที่ยวได้แบ่งปันประสบการณ์ท่องเที่ยว ซึ่งที่กล่าวมานั้นถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดเพื่อผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว จะนำไปใช้และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้มากยิ่งขึ้น นั่นเอง

การท่องเที่ยวทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของประเทศไทย

ประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างแหล่งดำน้ำใหม่ๆ

และควรผลักดันกิจกรรมเสริมที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นส่วนช่วยในการดึงดูดและจูงใจนักท่องเที่ยวให้มาดำน้ำที่ประเทศไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวโดยส่วนใหญ่จะให้ความสนใจกับกิจกรรมอื่นๆด้วย โอกาสที่ดีอีกประการหนึ่ง คือ ประเทศไทยมีแหล่ง/จุดดำน้ำที่สามารถเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวดำน้ำได้ทั้งปี ตลอดจนมีจุดดำน้ำที่เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวในทุกระดับประสบการณ์ ประเทศไทยมีความหลากหลายของจุดดำน้ำ และมีจำนวนของแหล่งดำน้ำมาก ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของประเทศ หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในสายตาของนักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำ ประเทศไทยสามารถกำหนดตำแหน่งทางการตลาดของไทยด้านการดำน้ำลึกให้เป็นประเทศที่มีความหลากหลายของจุดดำน้ำ มีอุณหภูมิของน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการดำน้ำ มีความหลากหลายของแพคเกจ/โปรแกรมในการดำน้ำ และมีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่คุ้มค่าเงิน

ประเทศไทย ถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาโดยเรือยอช์ท

ทั้งในกลุ่มที่เดินเข้ามายังไทยแล้วมีการเช่าเรือยอช์ทเพื่อการท่องเที่ยว และกลุ่มที่เดินทางเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ซึ่งไทยมีความพร้อมในการรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าวมาก เนื่องจากมีท่าเรือที่มีมาตรฐานระดับสากล โดยสร้างรายได้เข้าสู่ไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละปี นอกจากนี้มีแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม อย่างพัทยา ซึ่งมีอัตราการเติบโตของการท่องเที่ยวทางทะเลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีศูนย์กลาง คือ โอเชี่ยน มารีน่า ยอช์ท คลับ ซึ่งเป็นท่าเรือมาตรฐานระดับโลก และเป็นศูนย์กลางของการให้บริการต่างๆ

ปัจจุบันปัญหาเรื่องความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลเป็นปัญหาที่สำคัญ เนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น การพัฒนาที่ดินตามแนวชายฝั่งทะเล การลักลอบทำประมง การขาดจิตสำนึกในการจอดเรือของผู้ประกอบการ เป็นต้น ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศไทยในเรื่องของการท่องเที่ยวดำน้ำลึกเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย เป็นต้น ดังนั้น การสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์จึงมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเล สร้างจิตสำนึกให้กับผู้ประกอบการที่พัฒนาที่ดินตามแนวชายฝั่งทะเล โดยทำให้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความมักง่ายหรือการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ เนื่องจากการก่อสร้างหรือการพัฒนาที่ดินตามแนวชายฝั่งทะเลนั้น หากไม่มีมาตรการหรือไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่วางไว้ในเรื่องของการจัดเก็บของเสียหรือการควบคุมการถ่ายเทของเสีย ก็จะสร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล